ป้ายกำกับ

, , , , , , , , , , , , ,

เมื่อเดือนก่อน ibis ปล่อยโปรห้องราคา 299 บาท
ฉันก็กระเหี้ยนกระหือรือไปจองมาได้วันติดกันมา 2 คืน (จองผ่าน Agoda ค่ะ ง่ายดี รวมภาษีแล้วตกห้องละ 359 ก็ยังถือว่าถูกเนอะ)
แต่ดันจองวันทำงาน (ใช่สิ วันเสาร์อาทิตย์เวบเค้าไม่ปล่อยของกันหรอก) เลยไม่มีใครไปเที่ยวกะฉันได้
สุดท้าย…เหลือกรูคนเดียว

ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว…ว่าครั้งนี้ฉันคงต้องไปด้วยตัวเอง

หาข้อมูลอยู่พักใหญ่ เจอข้อมูลว่า ibis สามารถเอาสัตว์เลี้ยง (ขนาดเล็ก) เข้าพักได้
โอ้ววววว ฉันลิงโลดขึ้นมาทันที มีเพื่อนเที่ยวแล้ว

เอาแมว 2 ตัวไปด้วยก็แล้วกัน ลำบากขึ้นอีกนิดหน่อย (หรอ) ฉันก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการปล่อยแมวไว้ที่ห้องถึง 2 คืนอีกด้วย

เช้าวันที่ 6 เดือน 6 ฉันคนเดียว หอบแมวสองตัวออกเที่ยว เตร๊งเตรงเตร่งเตร๊งงงง.. เตรงเตร่งเตร๊งเตรงเตร่งงงง

กระเป๋าสามใบ (แมวอยู่ใบไหนให้้เดา)

มีกระเป๋าทั้งหมด 3 ใบ (ตามรูป)

  • กระเป๋าเป้สีดำ ใส่อุปกรณ์กล้องต่างๆ กระเป๋าสตางค์ และของมีค่า มูลค่านับไม่ได้ หายไม่ได้ มีฆ่าตัวตาย
  • กระเป๋าใบสี่เหลี่ยมลายการ์ตูน ใส่อุปกรณ์แมวต่างๆ อย่างกระบะทราย ทรายแมว อาหารแมว เสื้อผ้าแมว ชามข้าวแมว ไม้กวาดและที่ตักผงจิ๋ว เพื่อเก็บทรายแมวที่เลอะห้องเขา ที่โกยอึแมว (ทั้งหมดที่กล่าวมากินพื้นที่ 70% ของกระเป๋า) ส่วนของแม่มันมีแค่ของใช้ในห้องน้ำ ที่ชาร์จต่างๆ หนังสือ 1 เล่ม (ซึ่งเอาไปก็ไม่ได้อ่าน มัวแต่เล่นกับแมว เดินเล่นไปเรื่อย) หนังสือสวดมนต์ (เอาไว้กันปี๋โดยเฉพาะ) เครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า (มีแค่ชุดนอน ชุดชั้นใน และเสื้อ กางเกงใส่ซ้ำตัวเดียว 3 วัน จะได้ไม่หนักมาก)
  • ส่วนใบลายพรางนั้นสำคัญมาก ใส่แมว 2 ตัว พร้อมเก็บสายจูงแมวไว้ที่ช่องด้านข้าง

ตามที่หาข้อมูลในอินเตอร์เนต เราอยากเดินทางโดยรถไฟ มันดูอาร์ตดี เหตุผลข้อเดียวแค่นั้นแหละ 55
ก็เลยหาเวลาออกเดินทางไปหัวหิน มีรอบเช้าที่น่าสนใจอยู่ คือรอบ 8 โมง และ 9 โมง แต่ประสบการณ์การเดินทางกับการรถไฟแห่งประเทศไทยสอนให้ต้องเลือก “ด่วนพิเศษ” เท่านั้น ไม่ังั้นอาจได้ไปถึงหัวหินเช้าของอีกวันหนึ่ง (เว่อร์)

ตื่น 6 โมง คิดไว้ว่าจะทำอะไรให้เรียบร้อยก่อน 6.30 แต่เอาเข้าจริงก็ทำอะไรช้ากว่าที่คิด สิ่งที่ทำให้เสียเวลาที่สุดคือการบีบบังคับแมวให้เข้ากระเป๋า และเราก็ได้พบเทคนิคใหม่ ว่าเอาทั้งแมวทั้งกระเป๋าเข้าห้องน้ำ ปิดประตูซะ แมวจะไม่มีทางหนี ยอมเข้ากระเป๋าโดยดุษณี วะฮ่ะฮ่ะฮ่ะ //หัวเราะอย่างแม่แมวใจร้าย

ออกไปหน้าปากซอย สะพายเป้กล้อง ลากกระเป๋าแมว ถือกระเป๋าสัมภาระอย่างทุลักทุเล
เรียกแทกซี่คันแรก…พอบอกไปหัวลำโพง…ฮีไม่ไป…แมะ เดี๋ยวก็จำทะเบียนแจ้งกรมขนส่งเสียดีไหม
เรียกคันที่สอง โอเค เค้ายอมไป

ระหว่างทางก็มีชวนฉันคุยลั้นลา (ฉันยิ่งกลัวๆ อยู่ จะชวนคุยทำไม)
เค้าถามว่าไปไหน
เที่ยวคนเดียวหรอ อยากเหมาแทกซี่ไปไหม เดี๋ยวลดราคาให้ เพราะจะไปส่งน้องสาวอยู่แล้ว

โอ้ยยยย เจออย่างนี้ฉันกลัวชิบหายขึ้นมาทันที
บอกว่า อ๋อออ ไม่ได้ไปคนเดียวหรอกค่า นัดไปกับเพื่อนหลายคนเลย ต้องไปเจอกันที่สถานีรถไฟน่ะค่า

คุณแทกซี่พาขึ้นทางด่วน
ฉันจ่ายค่าทางด่วนไป 3 รอบ รู้สึกแสรดกะกรมทางหลวงประเทศไทยมาก เก็บอะไรยิบย่อยนักหนาฟระ

ในที่สุดก็เดินทางมาถึงหัวลำโพงตอนประมาณ 7.30
เดินทางไปซื้อตั๋วรถไฟเตรียมเงินไว้ตามที่ในเวบบอกว่าอยู่ที่ 202 บาท
พอเจ้าหน้าที่แจ้งราคา ฉันเหวอไปเลย เพราะราคาอยู่ที่ 382 บาท

เฮ้ยยยย ทำไมราคามันโอเว่อร์อะไรขนาดนี้วะเนี่ย!!!

เมื่อเอาเรื่องนี้เข้าไปบ่นใน Facebook และ Twitter ก็ได้คำตอบจากอาจารย์สรชัยมาว่าอย่า่งนี้

“รฟท เป็นอย่างนี้มานานแล้วละครับ แยกค่าโดยสารกับค่าธรรมเนียมออกจากกัน เช่น จาก กทม ไป เชียงใหม่ สมมติว่าค่าโดยสารชั้นสอง 300 บาท ถ้าไปกับขบวนรถด่วนพิเศษก็บวกค่าธรรมเนียมรถด่วนพิเศษเพิ่มเข้าไปกับค่าโดยสาร 300 บาทนั้น ถ้าไปกับขบวนรถด่วนเฉยๆ (ไม่พิเศษ) ส่วนที่บวกเพิ่มซึ่งเรียกว่าค่าธรรมเนียมรถด่วน ก็ลดลงมาหน่อยนึง ถ้าไปกับรถเร็ว (ซึ่งช้ากว่ารถด่วน) ก็ต้องเพิ่มค่าธรรมเนียมรถเร็วซึ่งถูกลงมาอีกหน่อย ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า ค่าธรรมเนียมขบวนรถ

นอกจากค่าธรรมเนียมขบวนรถแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมปรับอากาศ อีกหลายอัตราขึ้นอยู่กับว่าตู้โดยสารเป็นตู้อะไร (ปรับอากาศนั่งหรือนอน) แล้วก็ยังมีค่าธรรมเนียมรถนั่งหรือรถนอนอีกต่างหาก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถนั่ง/นอนชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง ถ้าเป็นรถนอนก็ยังต้องดูต่อไปอีกด้วยว่าที่นอนนั้นเป็นเตียงล่างหรือเตียงบน อัตราค่าธรรมเนียมเตียงล่างกับเตียงบนนั้นต่างกัน ลองทายดูว่าเตียงไหนจะแพงกว่ากัน

ที่เป็นอย่างนี้เข้าใจว่าเพื่อให้การคิดราคาแฟร์มากขึ้น เช่น รฟท ซื้อตู้โดยสารมาใหม่ มีอุปกรณ์ให้ความสะดวกสบายครบครัน ถ้าไม่ขึ้นค่าธรรมเนียม ที่ขาดทุนอยู่แล้วก็ต้องขาดทุนมากยิ่งขึ้น แต่ รฟท จะคิดอย่างนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ผมไปเห็นข่่าวที่ไหนจำไม่ได้แล้ว ว่าจะมีการตั้งกระทรวงรถไฟ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แปลว่างานเข้า รฟท เพราะจะถูกบริหารโดยพรรคการเมือง รฟท นั้นมีที่ดินเนื้อที่มหาศาล ผลประโยชน์ไม่รู้เท่าไหร่ ดูแค่สวนจตุจักรแห่งเดียว ปีนึงก็ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้านแล้ว ถ้ามีกระทรวงรถไฟเกิดขึ้นจริง ก็ต้องคอยดูกันไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

โอ้ว อ่านความเห็นนี้กระจ่างมาก เพราะตู้ที่ขึ้นนั้นเป็นชั้นสอง ตู้แอร์
ก็คงต้องแพงหน่อย

แต่ทำไมไม่เขียนบอกไว้ในเวบซักหน่อยวะหา ให้ฉันเข้าใจว่ามันราคา 202 บาทอยู่ได้
จะดอกจันเล็กหรืออะไรก็แล้วแต่ ช่วยทำหน่อยเหอะ (ข้อมูลอัพเดทล่าสุดคือเมื่อ มกราคม 2554)

ถ่ายภาพนี้ด้วยความช็อค

ได้ตั๋วเรียบร้อยแล้วก็สบายใจ เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
เห็นว่าวันนั้นมีการเตรียมสถานที่เพื่อถ่ายหนังกันด้วย ดีนะมาหลังฉัน ไม่งั้นต้องมาขวางฉันถ่ายรูปแหงๆ
เพลิดเพลินเจริญใจ ถ่ายไปก็เดินหาขบวนหัวหินที่จะออกตอน 8.05 ก็ยังไม่เจอ ก็คิดไปว่าคงยังไม่เข้าเทียบละมั้ง ไม่เป็นไร ถ่ายรูปรอไปเรื่อยๆ แถมเดินไปถามเจ้าหน้าที่ว่า รถไฟจะเข้าเทียบชานชาลาไหน ได้คำตอบมาว่าอยู่ที่ชานชาลา 9 ก็เดินไปดู ถ่ายรูปเล่นไปเพลิดเพลิน

ก็แอบสงสัยว่าทำไมมัน 8 โมงแล้ว รถไฟไปหัวหินทำไมยังไม่เทียบชานชาลาซักทีวะ
รถไฟไทยนี่ช้าตลอด ไม่เคยตรงเวลาเล้ยยย ไม่เป็นไร ฉันถ่ายรูปไปก่อน (ตอนนั้นมีพนง.กำลังล้างรถไฟกันอยู่)

ในที่สุดทนไม่ไหว เดินไปถามนายสถานีอีกที พร้อมเอาตั๋วให้ดูด้วย สงสัยมากว่าเมื่อไหร่จะเทียบชานชาลาล่ะเนี่ย

นายสถานีบอกว่า โอ๊ยยย หนู ขบวนนี้แหละ รีบขึ้นเร็ว รถไฟจะออกแล้ว!~
ได้ยินดังนี้ อีเมย์วิ่งหูตูบเลย
ก็ตรงชานชาลามันเขียนว่า กทม.-สุราษฎร์ธานีอ้ะ! ใครจะรู้ว่าไปหัวหินวะ!
ถ้าไม่ถาม ได้ตกรถไฟแน่
มีเรื่องน่าตื่นเต้นกันตั้งแต่ต้นทริป (หวาดหวั่นมาก ว่าฉันจะไปทริปนี้ไม่รอด กลัวจริงๆ เลยล่ะ)

ขบวนที่ฉันนั่งคือขบวนขวามือ เขียนว่า “สุราษฎร์ธานี” ถ้าฉันไม่ถามนายสถานีคงไม่รู้ว่าหัวหินไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นทางผ่านของขวนต่างหาก!

ขึ้นรถไฟได้อย่างฉิวเฉียด พอหย่อนตูดปั๊บ รถไฟเคลื่อนขบวนทันที ฉันก็นั่งใจหายกันไป โล่งอกที่ทัน ไม่ังั้นการแก้ปัญหาคงวุ่นวายกว่านี้อีกโข

รถไฟก็วิ่งตามสไตล์ เฉื่อยๆ เรื่อยๆ หยุดนานๆ มั่ง หยุดสั้นๆ บ้าง จนพ้นตัวเมือง ถึงจะวิ่งยาวๆ
ฉันใส่เสื้อแขนยาวไปด้วยตัวนึง ตัดสินใจถูกมาก เพราะแอร์ในรถไฟเย็นมาก
ฉันใส่กางเกงขาสั้น ตัดสินใจผิดมาก เพราะแอร์ในรถไฟเย็นมาก
แสรดดดด ขนขาลุกชูชัน

พอเดินทางไปประมาณครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวนี้มีการบริการน้ำดื่มเหมือนรถทัวร์เลยด้วย
เลือกได้ว่าจะเอาอะไร ชา กาแฟ น้ำส้ม หรือโค้ก พร้อมของว่างเป็นพายสับปะรด
ว้าวววว…ฉันเอ๋อไปเล็กน้อย แอบเจ๋งเหมือนกัน
แต่ดันเพิ่งกินข้าวเหนียวหมูปิ้งไป เลยไม่สามารถยัดพายเข้าท้องได้ เก็บไว้ก่อนๆ

แล้วรถไฟก็วิ่งไปเรื่อยๆ
พอใกล้เที่ยง (หลับเกือบตลอดทางเลยฉัน) ไม่ได้มองอะไรกะเค้าหรอก
เซอร์ไพรส์รอบสองก็มา
มีการเสิร์ฟข้าวกล่องรถไฟไทยด้วยยยยย!!~

ข้าวกล่องมีฮาลาลด้วยนะ เป็นข้าวกับคั่วกลิ้งไก่ และไก่ทอดปรุงรส

ข้าวกล่องเสิร์ฟพร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว
แอบอยากให้มันมีไข่ดาวซักฟองจริงๆ เลย
แล้วขอบอกว่า ข้าวกล่องอร่อยนะ!~
ฉันปลื้มมาก ติดใจข้าวกล่อง 555
ใครมีโอกาส แนะนำว่าควรลองนะ คุ้มกับค่าตั๋วรถไฟแพงหูฉี่มาก

ทุ่งนาแถวหนองศาลา ข้าวกำลังได้ที่ น่าจะอยู่ระหว่างรอเกี่ยวนะ

ทั้งนี้ ได้ค้นพบอีกอย่างว่า 3g ต่างจังหวัดนี่เร็วโคตร เล่นเนตได้เพลิดเพลิน ไม่มีกระตุกเลยตลอดการเดินทาง (พอถึงที่หมาย แบตเหลืออยู่ 3% ต้องเอาที่ชาร์จแบตสำรองมาเสียบกันเลยทีเดียว)

ตอนประมาณเที่ยงครึ่ง ขบวนรถไฟก็มาเทียบชานชาลาหัวหิน (เสียที)
อากาศอึมครึมมาก เกรงว่าฝนจะตก
ฉันตื่นเต้นมากกกก ถึงแล้วโว้ยยยย (กรูทำได้ อะไรประมาณนั้นกันเลยทีเดียว)

สถานีรถไฟหัวหิน ฉันมัวแต่ตื่นเต้น ถ่ายรูปออกมาไม่ดีเลย

เอาล่ะ มาถึงหัวหินแล้ว การทดสอบความสามารถด่านต่อไปคือ การเดินทางไปโรงแรมให้ประหยัดที่สุด

ตามที่หาข้อมูลมาฉันสามารถเดินทางไปที่โรงแรมได้ด้วย

  • แทกซี่
  • ตุ๊กๆ
  • รถสองแถว

ถ้ามันจะขึ้นแทกซี่กะตุ๊กๆ ก็ง่ายดี แค่เดินออกมานอกสถานีรถไฟก็เจอโบกเรียกกันเย้วๆ แล้ว

แต่ตะหงิดอยู่อย่างนึง
ด้วยความที่เราหน้าตาค่อนไปทางนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลี
คุณๆ โชเฟอร์เค้าจะมีวิธีเรียกแขกอย่างนึงที่ฉันไม่ค่อยชอบ
เค้าใช้วิธี “ตบมือเรียก”

มันทำให้ฉันรู้สึกว่า…กรูไม่ใช่หมานะเฮ้ย!
เรียกอย่างนี้เหมือนตอนฉันเรียกหมา (ในบางครั้ง) เลยว่ะ
ตัดสินใจได้ทันที ฉันจะไปขึ้นสองแถว!

ตามข้อมูลที่หาก่อนการเดินทาง เค้าบอกว่าท่ารถสองแถวอยู่ตรง Family Mart
ว่าแต่ว่า…ไอ้ Family Mart นี่อยู่ตรงไหนวะเฮ้ย จะเปิด Google Map แล้วหา Family Mart นี่ไม่ใช่เรื่อง…(ทำแล้วแต่มันแสดงเส้นทางมั่วมาก คิดว่าเพราะ Key Word มันกว้างไป)
(อัพเดทหน่อย มีการแจ้งใน pantip มาว่า Family Mart สาขาที่ว่ามา ปิดทำการไปแล้ว ฉะนั้น ให้เดินไปที่ตลาดหัวหินแทน จะมีท่าอยู่ที่นั่น)

สุดท้าย เลยเลือกทางที่ถนนเส้นใหญ่ที่สุด เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอ Family Mart นะแต่ว่าไม่ยักกะมีวี่แววรถสองแถว จะให้ดี ถามทางเอาเลยน่าจะดีกว่า ลากกระเป๋าปุเลงๆ เข้า Family Mart ไปซื้อน้ำเปล่าขวดนึง น้องแคชเชียร์หน้าตาน่ารัก ยิ้มให้เราแบบเป็นมิตรมาก (ดูรู้ทันที ยิ้มอย่างนี้ ยิ้มเพื่อชาวต่างชาติแหงๆ ฮาาาา)

น้องเค้าบอกว่าต้องเดินย้อนไปแยกที่เราเดินผ่านมาแล้วเลี้ยวขวา แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านไปอีก 1 สี่แยก แล้วก็จะเจอท่ารถสองแถวอยู่ที่ตลาดหัวหิน

ระหว่างทางเดินผ่านไป ก็เจอท่ารถตู้ (จำไว้ เผื่อตอนเดินทางขากลับ) เรียกแขกกันโหวกเหวกมาก พร้อมด้วยคำถาม “คนไทยหรือเปล่า” ทั้งถามกันเอง และถามฉัน แกจะถามทำไม ได้ยินบ่อยๆ แล้วอยากเอาป้ายแขวนคอมากว่า “คนไทยค่าาาาา”

ในที่สุด ก็เจอท่ารถสองแถวจนได้ ความรู้สึกตอนนั้นอยากกรี๊ดแล้วเต้นคันหูกันตรงท่ารถกันเลยทีเดียว เพราะกระเป๋าหนักใช้ได้

เราชื่นชมอย่างนึงของหัวหินคือ ฟุตบาททำดีมากค่ะ สามารถลากกระเป๋าไปได้เกือบตลอดทาง แทบไม่ต้องยกเพื่อขึ้นทางต่างระดับ ทำให้การเคลื่อนย้ายน้องแมวของเราค่อนข้างสะดวกเป็นที่น่าพอใจ

ขึ้นสองแถวเพื่อไปโรงแรม เลือกสองแถวที่ขึ้นเขาตะเกียบค่ะ โรงแรมอยู่ตรงทางผ่านไปเขาตะเกียบ
ค่าโดยสารถูกมาก 10 บาทเท่านั้นเอง แอบบอกคุณลุงคนขับไว้ด้วยว่าจะถึงแล้วบอกด้วยนะค้า หนูไม่รู้ทาง
คุณลุงก็ใจดี๊ดี (เป็นข้อดีของคนต่างจังหวัดค่ะ ฉันชอบมาก) ยิ้มกว้างพร้อมบอกโอเค

แ่ต่ระหว่างทางที่นั่งไป ฉันก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ แอบเปิด Google Map หาโรงแรมไปพร้อมกัน จะได้เตรียมตัวทัน เพราะกระเป๋าหลายใบเหลือเกิน

Tip: ใน Google Map ตอนนี้ไม่สามารถระบุพิกัดของโรงแรม ibis ได้นะคะ ต้องใช้ Key Word ว่า “ชีวาศรม” แทน เพราะอยู่ติดกันเลยค่ะ

พอใกล้จะถึงโรงแรมก็ชะโงกหน้าไปก็เห็นโรงแรมแล้วค่ะ ibis อยู่ติดถนนเลย สังเกตง่ายจริงๆ
กดออด เตรียมลง

กระเป๋าที่เยอะแยะพะรุงพะรังก็ได้คนในสองแถวช่วยๆ  กันดันลงมา (ฉันปลื้มน้ำใจอีกแล้ว)
ได้คำชมจากคุณลุงคนขับด้วยว่าเอ้า ก็กดออดถูกนี่นา (ตัวช่วยหนูดีค่ะ 55)

เข็นกระเป๋าเข้าไปเช็คอินเรียบร้อยก็ลากกระเป๋าเข้าห้อง
ตอนเช็คอินโรงแรมจะมีการ Deposit ที่เราต้องจ่ายอยู่ที่ 500 บาทที่จะได้คืนตอนเช็คเอาท์ ถ้าไม่ไปทำสิ่งของโรงแรมแตกหักเสียหาย และเจ้าหน้าที่จะให้คีย์การ์ดมา 2 ใบ พร้อมรหัสไวไฟฟรีที่มีอายุการใช้งานได้ 1 วัน (แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าไม่พอมาขอใหม่ได้ ไม่มีปัญหาค่ะ) ไม่มี Bell boy ช่วยนะคะ เป็นโรงแรมสามดาว เจ้าต้องช่วยตัวเองนะจ๊ะ ค่าห้องของเราเป็นแบบโปรโมชั่น ไม่รวมอาหารเช้า แต่ถ้าใครอยากกินอาหารเช้าของโรงแรม มีค่าใช้จ่ายต่อ 1 มื้อ อยู่ที่ 250 บาทค่ะ

ได้ห้องชั้น 5 ห้อง 510 ระเบียงเปิดออกไปเจอถนน ไม่ได้มองเห็นทะเล แหง่ว ฉันก็ลืมขอเปลี่ยนซะด้วย คิดว่าห้องอีกฝั่งน่าจะมองเห็นทะเลนะ

ห้องน่ารักค่ะ กว้างพอดีๆ สะอาดดี ห้องน้ำกะทัดรัด มีระเบียงเล็กๆ ให้นั่งเล่นด้วย

เปิดกระเป๋าให้แมวๆ ออกมาเดินเล่นสำรวจห้อง หน้าตาตื่นกันน่าดูเลยนะลูก มี้ฮาจริงๆ

เอาล่ะค่ะ มาถึงคำถามสำคุญที่โดนถามมาตลอด 3 วันที่อัพเดทรูปแมวลงใน Facebook และ Twitter

เอาแมวเข้าพักที่โรงแรมได้ด้วยหรอ หรือแอบเอาเข้าไป
คำตอบคือ โรงแรมในเครือ ibis ทั่วโลก สามารถนำสัตว์เลี้ยง (ขนาดเล็ก) เข้าพักได้นะคะ และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงด้วยค่ะ สามารถนำเข้าพักได้เลย แต่มีข้อแม้ว่า สัตว์เลี้ยงต้องน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม และหากสัตว์เลี้ยงฉี่รดเตียงนอน จะมีการคิดค่าปรับ 250 บาทค่ะ

นี่เป็นอะไรที่ฉันปลื้มมากกกกกก
คนรักหมาแมวทั้งหลายใน Timeline ก็ปลื้มมากกก
เป็น First Impression ของโรงแรมนี้เลย

เด็กๆ ตื่นเต้นกันน่าดู เดินสำรวจห้องกันไปทั่วเลยทีเดียว

วิวจากระเบียงห้องค่ะ

พอเด็กๆ คุ้นเคยกับสถานที่ดีแล้ว
ฉันก็…นอน… 555
เพราะการแบกกระเป๋า 3 ใบเดินทางขึ้นแทกซี่ ลงแทกซี่ ขึ้นรถไฟ ลงรถไฟ ต่อรถสองแถว นี่มันเหนื่อยมากนะ

พอตื่นมาเด็กๆ ก็ค่อนข้างคุ้นกับห้องแล้ว
แต่ฮาวี่ยังเดินตามฉันตลอดเวลา (อย่างห่างๆ) แม่มันปลื้มมาก ปกติอยู่ห้องนี่ไม่รักแม่เลย T^T
เข้าห้องน้ำก็เดินเข้าไปเฝ้า เด็ดสุด ขนาดอาบน้ำ ยังนั่งเฝ้า (เป็นห้องน้ำแบบมีประตูกระจกกั้นเซะซี่ๆ) แถมร้องให้แม่อาบน้ำเร็วๆ ออกมาได้แล้ว หนูกลัวนะเฮ้ย

เลียตัวไป เฝ้าแม่เช็ดตัวไป สุดท้ายลืมเก็บลิ้น เกือบเอากล้องมาถ่ายไม่ทัน น่ารักมากกกกกก

ตอนเย็นพอนอนเล่นหายเหนื่อยก็ออกไปเดินเล่นชายทะเลเสียหน่อย เอากล้องไปลองถ่ายด้วย หวังว่าจะได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกเกร๋ๆ เอามาเชิดหน้าชูตาบ้างอะไรบ้าง

โรงแรมไม่ได้อยู่ติดทะเลนะคะ แต่เดินไปไม่ไกลเท่าไหร่ เดินออกมาจากโรงแรม แล้วเดินมาตรงซอยข้างโรงแรม ซอยระหว่างชีวาศรมกะ ibis นั่นแหละ เดินไป ผ่านไปประมาณ 1 แยก ก็ถึงชายหาดแล้ว เดินเพลินๆ ไม่ไกลไม่ใกล้

พอเดินไปถึง พบว่า…เวรแล้วค่ะ
พระอาทิตย์ไม่ได้ตกลงทะเล…มันตกไปอีกด้านนึง
นั่นแสดงว่า ถ้าอยากได้รูปพระอาทิตย์กับทะเล ฉันต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าให้ได้
โอ…ภารกิจนี้ท้าทายโคตร!!!

เดินเล่นไป รูปถ่ายไปก็พอโอเค พอทำโปสการ์ดส่งให้เพื่อนๆ ได้

ยามเย็นริมชายหาดหัวหิน

พระอาทิตย์ตกลงไปตรงแถวๆ โรงแรมต่างๆ ไม่ใช่ตกลงทะเล

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ควรจะเดินกลับโรงแรม

เดินกลับโรงแรม โดยเดินออกไปเดินที่ถนน เพราะจะหาอะไรกินด้วย
แล้วก็พบว่า…เชี่ยและ ทำไมฉันเดินซะไกลอะไรขนาดนี้
ไม่เป็นไร หาอะไรกินก่อน ว่าแต่ กินอะไรดีฟระ
มาทะเลทั้งที ต้องกินอาหารทะเลเนอะ
เมนูวันนั้น ตัดสินใจแล้ว เอานี่แหละ

บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง(ทะเล)ต้มยำ

พูดไปงั้นแหละว่าจะกินอาหารทะเล มาเที่ยวรอบนี้งบค่อนข้างจำกัด เลยกินอะไรง่ายๆ ไป
อร่อยอยู่นะเจ้านี้ อยู่ตรงหน้า 7-11 ชื่อ ชุนอะไรซักอย่าง ขายติดกะก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ

กินเสร็จก็เดินกลับโรงแรม (มือหอบมาม่าคัพจาก 7-11 มามากมาย เพราะตั้งใจจะเอามากินเป็นอาหารหลักในทริปนี้ 555)

เดินนานมากกก กว่าจะถึงโรงแรม (คิดว่าเดินเลยด้วยซ้ำจนต้องพึ่ง Google Map อีกรอบ)
เดินจนสเลอปี้หมดแก้วอ่ะ ถึงห้อง ปากแดงเป็นผีดูดเลือดเลยทีเดียว
แอะ…

ถึงห้องด้วยความเหนื่อยอ่อน หมดแรง

แน่นอนว่าภารกิจในตอนกลางคืนของเราคือ…การอาบน้ำแต่งตัวและ…
การดูบ่วงตอนอวสาน

ใช่แล้ววววว อ่านไม่ผิดหรอก อีนี่มาทะเลเพื่อใช้เวลา 1 คืนไปกับการดูละครหลังข่าว 5555555

ตอนอาบน้ำ แมวระแวงมากว่าแม่จะหายไปไหนอีก นอนเฝ้ากันอย่างนี้เลย

แหม มันช่างได้บรรยากาศนะ นอนดูละครไทยหลังข่าวในโรงแรม แมวนอนมุดผ้านวมซุกอยู่ตรงปลายทีน

สุขสุดๆ 555

พอละครจบก็ได้เวลาสวดมนต์ ขอขมาเจ้าที่เจ้าทาง ขออาศัยนอน แล้วก็นอนหลับ

แต่ตอนตี 3 ฉันก็ต้องตื่น เพราะนอนต่อไม่ได้

ใช่แล้วววว…ฉันเจอผีฮ่ะ

ผีแมว! 

มันจะลุกขึ้นมาคึกวิ่งไล่อะไรกันตอนตี 3 ฟระ!
ตื่นมาวิ่งไล่กัน มาฉี่มาอึ เขี่ยทรายแมวแคร่กๆๆๆๆๆ

ทนไม่ไหว ต้องใช้ไม้ตาย…
งัดเสื้อแมวออกมาใส่ให้แมวตัวละ 1 ตัวถ้วน

ได้ผล นอนสงบนิ่งเรียบร้อย

แต่กว่าจะนึกออกว่าเอาเสื้อมาด้วยก็ตี 3 ครึ่งเข้าไปแล้ว เอิ๊บบบบบบ

คร่อก…

ขอจบการรายงานวีรกรรมวันแรกไว้เท่านี้…เอย

———————

สรุปค่าใช้จ่ายของวันแรก

ค่าทางด่วน 40+25+45=105
ค่าแทกซี่ 150
ค่าตั๋วรถไฟ 382
ค่ารถสองแถว 10
Shopping ใน 7-11 141
หมี่เกี๊ยวหมูแดง(ทะเลเทียม) 30

รวมทั้งหมด 818 บาท

ป.ล. พิมพ์ยาวมากกก เหนื่อย แต่ก็อยากทำ เพราะเพิ่งกลับมาถึง ความรู้สึกยัง Fresh อยู่มากๆ ต้องรีบบันทึก ถ้าเว้นไว้ มีโอกาสที่จะได้ดอง และไม่ได้ทำ

ป.ล. สอง สำหรับผู้ที่อยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมของ ibis สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-6592888