ป้ายกำกับ

, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

22-10-2012

จองตั๋วเครื่องบินไว้นานมาก เมื่อ 1 ปีที่แล้วโน่น
นานจนบางทีจำไม่ได้ว่าตัวเองต้องลาวันไหนบ้าง … เปิดดูปฏิทินบ่อยเลย
การจองโปรก่อนนานๆ การหาข้อมูลการเดินทาง (โดยปราศจากรถส่วนตัว) อย่างบ้าคลั่ง แบบเกือบจะโดนข้อมูลพันเซลล์สมองตาย มันก็ทำให้ความอยากเที่ยวเหี่ยวลงไปบ้าง
แต่ไงไงซะ การได้ออกเที่ยวออกแรด มันก็ยังสนุกอยู่ดี

พอทำเรื่องจะลา เลยเพิ่งรู้ว่า อ้าว วันที่ 23 นี่วันหยุดราชการนี่นา
ลัคกี้!!

จัดกระเป๋าไว้ตั้งแต่วันเสาร์ แล้วมีของอีกเล็กน้อยที่ต้องใส่ในเช้าวันเดินทาง

กระเป๋าสัมภาระ และกระเป๋ากล้องใส่กันยพล*ไว้ แบกพร้อมกัน ต้องสะพายกระเป๋าไว้ข้างหน้าก่อน แล้วค่อยสะพายใบใหญ่ไว้ที่หลัง

ตามตั๋วออกตอน 6.25 ยามเช้า ทำให้ต้องแหกขี้ตาตื่นตอนตี 3 เตรียมของอีกนิดหน่อย พอของครบก็ออกเดินทางจากบ้านตอนตี 4 (แมวงงมาก แม่ทำอะไร) ถึงดอนเมืองตอนตี 4.50 โดยประมาณ เลยเดินหาเคาน์เตอร์เช็คอินก่อน

เคาน์เตอร์เช็คอินของแอร์เอเชียอยู่ช่อง 3

กระเป๋ายามออกจากเมืองกรุง ชั่งนน.ได้อยู่ที่ 12 กิโลกรัม (รวมอาหารกระป๋องหลายแหล่ที่ต้องเอาไปกินตอนกางเตนท์ด้วย) แบกกันหลังแอ่น แต่เป้ Backpacking ของดอยเตอร์นี่ทอนน้ำหนักลงไปได้เยอะเหมือนกัน เลยไม่ค่อยแย่เท่าไหร่

สรุปว่า เที่ยวบินเปลี่ยนเวลาบินเป็นประมาณ 7.30 น. ระหว่างนั้น คนที่บังเอิญซวยป่วยเอาในวันนั้นอย่างฉันก็ต้องพยายามนอนเข้าไปในขณะที่ยังทำได้ ให้ได้มากที่สุด น้ำมูกไหลมากมาย

จริงๆ ในวันที่เดินทาง ฉันยังต้องอยู่เจ แต่คิดว่า อาจจะลำบากไปเสียหน่อย แล้วก็กินมาแล้ว 7 วัน ถือว่าเยอะพอสมควร เลยขออนุญาตออกเจไปก่อน ฉลองมื้อแรกด้วย…ข้าวญี่ปุ่นหมูราดซอส แต่กระเดือกไม่ค่อยลง เพราะไม่สบาย กินแล้วเหมือนจะขย้อน เลยเอาใส่ท้องไปได้เกินครึ่งก็ต้องพอก่อน นอนเอาแรง

ได้ขึ้นเครื่อง ก็หาโอกาสนอนต่อ แต่อาการป่วยมีน้ำมูกอย่างนี้ ทรมานสังขารในการขึ้นเครื่องบินมาก เพราะปวดหู เลยทำการเคลียร์หู แต่ไม่สำเร็จ กลายเป็นทั้งปวดหู แล้วก็หูอื้อไม่เลิกเสียที (อาการหูอื้อกินเวลาไปครึ่งวันถ้วน ไปหายเอาตอนอยู่บนดอยแล้วโน่นเชียว)

ถึงเชียงรายแล้ว เขียวดีจังเลย

มาถึงที่เชียงรายตอนประมาณ 9.30 เดินหารถเพื่อเช่า ราคาแพง ไม่ไหว เลยลองโทรหารถเช่าที่ต่างๆ ในเชียงรายดู แต่ว่าแต่ละเจ้าก็ไม่เหลือรถราคาถูกให้เลย พวกที่ราคาต่ำกว่า 1000 ต่างก็มีคนจองหมดแล้ว สุดท้าย ก็เลยตัดสินใจว่าเอาวะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลอง Backpack ดูก็ได้

สรุปว่าจ้างแทกซี่ออกจากสนามบิน เพื่อให้เค้าไปส่งทีสถานีขนส่งเชียงราย (นั่งแทกซี่นี่เรียก Backpack ไหมไม่รู้ แต่ฉันจะรวมอ่ะ อย่างน้อยฉันก็เปล่านั่งทีเดียวถึงดอยนะ) ราคาเหมาตายตัวอยู่ที่ 300 บาท แพงไปหน่อย แต่ก็ต้องยอม

นั่งแทกซี่ประมาณ 20 นาที ถึงที่สถานีขนส่งเชียงราย ตามข้อมูล เราต้องหารถที่ไปส่งที่ปากทางเข้าดอยตุง แล้วต้องขึ้นรถที่ขึ้นตอยตุงต่อ…หลายต่อมาก แต่…

ฉันหารถที่ไปปากทางเข้าดอยตุงไม่เจอฟ่ะ! ทำไมไม่มีชื่อแปะเลยเนี่ย!

พอถามเจ้าหน้าที่ที่สถานี เค้าเลยให้ข้อมูลว่าต้องขึ้นรถไปที่ห้วยไคร้ก่อน แล้วค่อยไปต่อ รถที่จะไปห้วยไคร้อยู่ที่ช่องที่ 5 เป็นรถเมล์เล็กๆ ตอนจะไปขึ้น รถก็เต็มแล้ว ก็ยินดีที่จะยืนไปแหละ แต่กระเป๋าเห็นท่าแล้วคงสงสารเลยบอกว่า เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงก็มีรถมาอีก ค่อยขึ้นคันนั้นก็ได้

ระหว่างนั้นเลยไปหาอะไรกินรองท้องฆ่าเวลาก่อน เลยแวะร้านก๋วยเตี๋ยวตรงข้ามสถานีขนส่ง ร้านนี้ชื่อร้าน เจ๊เฮี้ยง

สั่งก๋วยเตี๋ยวหมูทุกอย่าง หน้าตาเป็นอย่างนี้

รสชาติ…เออ สมเป็นก๋วยเตี๋ยวฆ่าเวลามาก งั้นๆ สุดๆ (ขนาดว่าหิวยังกินไม่ค่อยลงเลย)
ให้เส้นเยอะเว่อร์มาก เจ๊แกเป็นสาขาของบะหมี่จับกังหรือเปล่าวะ…สุดท้ายก็กินไม่หมด เพราะเยอะหรือรสชาติธรรมดาเกินไป แต่ไม่ได้ลองก๋วยเตี๋ยวเนื้อนะ เจ๊แกอาจจะมีฝีมือทางก๋วยเตี๋ยวเนื้อแต่ฉันไม่ได้กินของดีร้านแกหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่รู้

กินเตี๋ยวเสร็จก็ตามธรรมเนียมการท่องเที่ยว…คือ…การเดินเข้า 7-11 (?)

แหมนะ น้ำกะขนม 7-11 มันเยอะแล้วก็เวิร์คสุดแล้วในการตุน แถมยังได้สแตมป์มาแจกคนที่สะสมอีกต่างหากด้วยนะเออ ได้เพิ่มระดับความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ไปในตัว ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง

ตุนน้ำตุนขนมเรียบร้อย ก็เดินไปขึ้นรถเสียที
ได้นั่งหลังสุด เพราะกระเป๋าใบใหญ่ ต้องใช้พื้นที่ในการวางมากหน่อย รถเก่า แต่กระเป๋ารถเมล์ใจดีมากเลย ช่วยแบกกระเป๋า (อันหนักอึ้งอย่างเต็มใจด้วย)

ฉันชอบเที่ยวต่างจังหวัดที่ไกลๆ เพราะชอบอัธยาศัยของผู้คนต่างจังหวัดนะ เค้าใจดี ไม่เร่งรีบดี ดูไม่ปรุงแต่ง

รถไปห้วยไคร้ คันเล็กๆ หน่อย ไม่ต้องปรับอากาศก็ได้ เพราะอากาศเย็น ลมตีหน้าตลอดเวลา

ค่าโดยสารรถเมล์จากสถานีขนส่งไปที่ห้วยไคร้อยู่ที่่ 30 บาท นั่งรถประมาณ 1.30 ชม. ผ่านอำเภอแม่จันก่อน แล้วจึงจะไปถึงห้วยไคร้ ก่อนลง กระเป๋ารถเมล์ยังบอกด้วยว่าต้องไปทางไหนต่อ ขึ้นรถอะไรได้บ้าง

ตรงทางขึ้นดอย มี 2 วิธีให้เลือก
1. รถสองแถว
2. รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

เราตกลงเลือกขึ้นมอเตอร์ไซค์ค่ะ เพราะตอนนั้นไม่มีสองแถวที่จะขึ้นดอย (อาจเพราะเที่ยววันธรรมดา คนน้อย รถเลยไม่ค่อยวิ่ง) ราคามอเตอร์ไซค์รับจ้างจากทางเข้าดอยไปลงที่สถานที่กางเตนท์ของสภอ.แม่ฟ้าหลวง สนนราคาอยู่ที่ 70 บาท

ทางขึ้นดอย ถือว่าโหดพอสมควร เพราะมอเตอร์ไซค์ลงเกียร์ต่ำขึ้นดอยตลอดเวลา ลุ้นดีแท้ๆ

ประมาณ 20 นาที ก็ถึงสถานที่กางเตนท์ค่ะ

ลานกว้าง วิวดี มองลงไปเห็นเมืองเชียงรายทั้งเมืองเลยค่ะ ตอนกลางคืนจะเป็นแสงไฟวิบๆ เต็มไปหมด

เดินไปติดต่อขอกางเตนท์ที่สำนักงานตำรวจ เพื่อทำการจ่ายค่าธรรมเนียมการกางเตนท์อะไรให้เรียบร้อย คุณตำรวจทำหน้างงๆ แล้วแจ้งว่า ไม่มีค่าธรรมเนียมการกางเตนท์ จะกางก็กางได้เลย

โห เจ๋งเป้ง ปกติไปกางที่วนอุทยาน ต้องเสียค่ากางเตนท์ด้วยนะเนี่ยนะ

แบกกระเป๋าไปถามคุณตำรวจในสภาพเยี่ยงนี้ หนักหน้า หนักหลัง วะฮะฮ่ะ

ก็เดินหามุมกางเตนท์ไป เลือกเอาใกล้ๆ ห้องน้ำ มีร่มไม้ ก็จัดการกางเตนท์ซะ

เหมือนจะไม่ค่อยมีคนมากางเตนท์ที่นี่ ห้องน้ำเลยแอบโสเล็กๆ แต่ไม่ใช่ปัญหา เอาน้ำราดๆ หน่อยก็โอเคแล้ว เวลาอาบน้ำก็ไม่ต้องถอดรองเท้าก็พอใช้ได้ ระบบอาบน้ำเป็นฝักบัวค่ะ แน่นอนว่าไม่มีน้ำอุ่น เป็นระบบน้ำเย็นชื่นใจ อาบแล้วตื่นดีนักแล น้ำไหลแรงได้ใจ

กางเตนท์เสร็จก็บ่ายโขแล้ว … ลมพัดดี อากาศเย็นสบายมากเลย…นอนเสียหน่อย

ตื่นมาก็เกือบเย็นแล้ว เห็นมีแมลงเยอะแยะ เลยได้โอกาสลองเลนส์มาโคร (ที่ยืมเค้ามา) เสียเลย มาดูกันค่ะ ว่ามีตัวอะไรให้ได้ดูบ้างเนอะ

ตั๊กแตนตัวเล็กตัวน้อย โดดกันดึ๋งดั๋งๆ

บังเอิญมันผ่านมา เลยขอเอาตัวเป็นแบบ มาโครแมลงวันแบบนี้ก็เท่ดีไม่หยอก

ตูดแมลงวัน เคยเห็นชัดๆ กันอย่างนี้ไหม

ไม่ต้องขยับไปไหนเลย แมลงพวกนี่ถ่ายจากต้นหญ้าหน้าเตนท์ทั้งนั้น ความสมบูรณ์ของธรรมชาติสูงจริงๆ

ตัวอะไรเป็นตัวอะไรบ้างก็ไม่รู้จักชื่อซักอย่าง แต่ตื่นเต้นวี้ดว้ายตามถ่ายรูปสนุกสนานมากจริงๆ

ผึ้งตัวนี้ กินมูมมามไปหน่อยมั้ยเนี่ย เกสรดอกไม้ติดปากเต็มไปหมดเลย

ดอกอะไรไม่รู้ แต่สวยหวานเชียวนะ

ก็ถ่ายรูปเล่นๆ ไป พระอาทิตย์เริ่มตกดิน แต่ยังสว่างอยู่ ก็เดินเล่นไปรอบๆ สภอ. นั่นแหละ วิวสวยนะ

วิวภูเขา มีหมอกบางๆ แม้ในยามบ่ายๆ

ใครชอบมาโครแมลง น่าจะลองไปเที่ยวดูนะคะ ตอนนี้เราถ่ายแมลงพวกนี้จนอยากได้หนังสือสารานุกรมแมลงมาซักเล่ม เพราะอายเหลือเกิน เวลาบอกว่า นี่คือ…แมลงอะไรซักอย่างที่เราไม่รู้ชื่อ

พระจันทร์บนดอยนี่ขึ้นเร็วนะคะ ประมาณ 16.30 เราก็จะเห็นพระจันทร์ชัดเจนเลย อยู่บนฟ้าแบบจ้าๆ เลยแหละค่ะ

ประมาณ 6 โมงเย็น พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีส้มๆ แล้วค่ะ

ช่วงเวลาอย่างนี้ เค้าเรียก “ผีตากผ้าอ้อม” หรือเปล่าน้อ

แสงน้อย ภาพสั่น แต่เราเห็นว่ารูปนี้สั่นสวยดี เลยเอามาลงเสียหน่อย

Silhouette ยามเย็นบนดอย

ถ่ายรูปเสร็จจนแสงไม่มีแล้ว เลยไปอาบน้ำก่อน ไม่งั้นตอนดึกจะหนาวมาก จนทำให้ซักแห้งทั้งเหม็นๆ ได้ (อย่างนั้นก็รับตัวเองไม่ไหวนะ เง้อ)

ที่สภอ.แม่ฟ้าหลวงนี่มีร้านอาหารด้วยนะคะ ชื่อร้าน “ลูกลานเทวดา” แล้วก็มีร้านอาหารคล้ายๆ ศูนย์อาหารย่อมๆ อีกนิดหน่อย วันนั้นกว่าจะคิดได้ว่าจะกินอาหารของร้าน ก็ดึกโขแล้ว แค่แม่ครัวก็ยอมทำให้กินด้วยค่ะ ใจดีจัง ระหว่างนั้นก็ได้คุยกับคุณตำรวจที่ออกเวรแล้วมาทานอาหารที่ร้านนิดหน่อยค่ะ ก็ถามเรื่องดอยตุงที่คิดว่าจะขึ้นไปวันพรุ่งนี้ แล้วก็รายละเอียดอะไรต่างๆ อีกนิดหน่อย

เจอด้วงกว่าง ตัวใหญ่มากกกกกกก มันนอนหงายอยู่ เลยไปช่วยจับให้มันเลิกหงาย สรุปว่าเกาะไฟฉายเสียแน่นเชียว กว่าจะเอาออกจากไฟฉายได้ ก็เกือบแย่ เพราะมันจะร่อนมาที่หน้าเราเสียเรื่อย

กินข้าว กินชาอิชิตัน ส่งรหัสใต้ฝาเรียบร้อยก็ไปแปรงฟัน แล้วก็รีบเข้านอนท่ามกลางเสียงจักจั่นเพราะๆ (หลับเร็วมาก คิดว่าเพราะแบกกระเป๋าเดินทางค่อนข้างเยอะ แล้วก็หลายต่อเหลือเกิน เหนื่อยมาก)

อืม…พิมพ์ไปก็คิดถึงบรรยากาศตอนกางเตนท์นอนท่ามกลางธรรมชาติอีกแล้ว ขนาดเพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวานนี้เองนะเนี่ย

*บางคนอาจจะงง กันยพล คือ?
กันยพล คือกล้องตัวใหม่ของเราเองค่ะ Nikon D7000 ทริปนี้เป็นทริปใหญ่ครั้งแรก ที่เราได้พาฮีไปด้วย ได้รู้จักกันเพิ่มขึ้นอีกมากโข ใช้ฮีได้คล่องมากขึ้นอีกเยอะค่ะ ทริปหนัารับรองว่าการถ่ายรูปต้องดีกว่านี้ค่ะ

**บางคนอาจจะสงสัยเรื่องลูกสาวและลูกชายทั้ง 3 ตัว ว่าจะอยู่กันยังไง
ไม่ต้องเป็นห่วงไปค่ะ เราได้ฝากภารกิจระดับชาติ อันได้แก่ การให้อาหาร (เรื่องใหญ่ของลิงสีนิล) การเติมน้ำ (เรื่องใหญ่ของสาวฮาวี่) และเรื่องส้วมแมวไว้กับน้องสาวผูุ้น่ารัก ผู้ยินดีดูแลแมวให้เราค่ะ  นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เรากลุ้มใจมาก คิดอยู่เป็นอาทิตย์ระหว่างวางแผนเที่ยวว่าจะเอายังไงดี ขอขอบคุณน้องหยุยมากๆ จ้ะ